tour-loi-krathong-sukhothai-phitsanulok-2-days-1-night.jpg
สถาบันศาสนา
สอน ความเชื่อ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ อำนาจนอกเหนือธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ทางศีลธรรมอย่าง
แน่นแฟ้น นอกจากนี้สถาบันศาสนายังเกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมของ
สังคมอีกด้วย ความหมายของศาสนาตามนัยแห่งสังคมวิทยา ได้รวมไปถึงความเชื่อในพลัง
อันศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราจะเห็นได้จากการทำพิธีทางเจ้าเข้าผี ทำพิธีไสยศาสตร์ เราเรียก
ความเชื่อและพิธีกรรมเหล่านี้ว่า


48050201.jpg

“ศาสนาชาวบ้าน”

ซึ่งจะมีการนับถือในชุมชนต่างๆ ทั่วไป
และอาจกระทำควบคู่ไปกับศาสนาหลักหรือศาสนาใหญ่ๆ ของโลก
การนับถือศาสนาจะเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตของคนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่าง
ยิ่งในพิธีผ่านภาวะ หรือพิธีกรรมในโอกาสสำคัญต่างๆ ของชีวิต หรือในช่วงระยะที่ผ่านพ้น
จากสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่ง เช่น ตอนเกิด ตอนเข้าสู่วัยรุ่น ตอนแต่งงาน และ
ตอนตาย นอกจากนี้ ศาสนายังเกี่ยวพันกับการควบคุมทางสังคมเพราะมีคำสั่งสอนที่ให้ผู้คน
นับถือ ปฏิบัติตามให้สร้างความดี ละเว้นความชั่ว สถาบันทางศาสนาจึงเป็นหลักในการ
สร้างและรักษาสังคมให้มีความมั่นคงเข้มแข็ง

หน้าที่ของสถาบันทางศาสนา

1. สร้างศรัทธาและความเชื่อแก่มนุษย์

2. อบรมสั่งสอนคุณค่าทางศีลธรรมและจริยธรรม

3. เป็นแรงเสริมการจัดระเบียบทางสังคม

4. เป็นแรงเสริมการควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์

5. สร้างเสริมค่านิยม และบรรทัดฐานทางสังคม

6. ช่วยให้สมาชิกของสังคมมีความสุขทางใจ ช่วยให้สมาชิกของสังคมมีความสุขทางใจ


ศาสนาพุทธ

พระพุทธศาสนาเป็นสิ่งแวดล้อมที่สำคัญอย่างหนึ่ง เพราะถึงอย่างไรคนไทยที่อยู่ในเมืองไทยนั้นไม่ว่าจะนับถือศาสนาใด ก็จะหนีจากศาสนาซึ่งเป็นสิ่งแวดล้อมไม่พ้น เพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศนับถือศาสนาพุทธเป็นจำนวนถึงกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ วัดวาอาราม โบสถ์ วิหาร มีทั่วทั้งประเทศไทยอิทธิพลของศาสนาพุทธได้มีมาเป็นเวลาช้านานหลายร้อยปี มีอิทธิพลทั้งในการปกครองและในทางกิริยามรรยาท ตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณี แม้แต่ความเป็นอยู่ของคนไทยก็อยู่ใต้อิทธิพลของศาสนาจนสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นธรรมเนียมไทย และแม้แต่คนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆก็ยอมรับเอาขนบธรรมประเพณีเหล่านี้ เช่นการรับประทานอาหาร คนไทยแต่ก่อนรับประทานอาหารด้วยมือ หรือแม้แต่เดี๋ยวนี้รับประทานอาหารด้วยช้อนส้อมก็ตาม แต่มารยาทรับประทานอาหารของคนไทยนั้นดู้ไปแล้วจะเห็นได้ว่ามาจากศาสนาพุทธ อยู่ในหมวดเสขิยวัตร เป็นมารยาทเรียบร้อยซึ่งคนไทยถือประเพณีมาช้านาน ปัจจุบันแม้แต่คนไทยที่นับถือศาสนาอื่นๆก็ยอมรับธรรมเนียมประเพณีและมรรยาทเหล่านั้น เพราะเห็นว่าเป็นของคนไทย



ศาสนาคริสต์

ประวัติโดยย่อ คริสตศาสนาเกิดขึ้นประมาณ พ.ศ.๕๗๓ ในปาเลสไตน์ หรือประเทศอิสราเอลปัจจุบัน ผู้ให้กำเนิดคือ พระเยซูคริสต์ เป็นบุตรของโจเซฟ ผู้มีอาชีพช่างไม้ เป็นเชื้อสายยิวแห่งนาซาเรธ และนางมาเรีย และเมื่อยังเยาว์วัย พระเยซูก็ได้ฝึกอบรมจากบิดามารดา เกี่ยวกับลัทธิของชาวยิว ส่วนในวันพระก็จะไปโบสถ์เพื่อสวดมนต์ และสนทนาธรรมเป็นประจำ เมื่ออายุ 30 ปี พระเยซูก็เริ่มพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องโลก และออกสั่งสอนศาสนาในหมู่บ้านต่างๆ จนเป็นที่เลื่องลือ และมีผู้เลื่อมใสศรัทธามากขึ้น คำสอนที่เป็นหัวใจของศาสนาคริสต์ เช่น " สอนให้มนุษย์มีความรัก และไม่เบียดเบียนกัน " พระเยซูสอนว่า " ผู้ที่ไม่เห่อเหิม และมีความนอบน้อมถ่อมกาย ย่อมจะได้เข้าสู่อาณาจักรสวรรค์ ผู้ที่แสวงหาความดี ก็จะได้รับความดี ผู้ที่มีความกรุณาจงอย่าสู้รบกับความชั่ว ผู้ใดตบแก้มของท่าน จงหันอีกข้างหนึ่งให้ตบอีก และผู้ที่ใจบริสุทธิ์เท่านั้น ที่จะได้พบเห็นพระผู้เป็นเจ้า " จากคำสั่งสอนต่างๆ เหล่านี้ทำให้ความเลื่อมใสของชาวยิวที่มีต่อพระเยซูได้เพิ่มมากขึ้น เมื่อพระเยซูสิ้นชีพแล้วบรรดาศิษย์ได้ดำเนินงาน เผยแพร่คำสอนของพระเยซู ต่อมาพระเยซูได้นามใหม่ว่า " พระเยซูคริสต์ " ผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระคริสต์ได้ชื่อว่า " คริสเตียน "
ปัจจุบัน คริสตศาสนาได้ฝังรากลึกไปเกือบทั่วโลกทั้งในทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ และใต้ ออสเตรเลีย มีนิกายใหญ่ๆ อยู่ ๓ นิกาย คือ นิกายคาธอลิกกรีก นิกายโรมันคาธอ-ลิก และนิกายโปรเตสแตนต์ ซึ่งแบ่งแยกย่อย เป็นนิกายอีกประมาณ ๒๕๐ นิกาย.


ศาสนาอิสลาม

ประวัติโดยย่อ ศาสนาอิสลามมีกำเนิดขึ้น เมื่อ พ.ศ.1165 ในกรุงเมกกะ ประเทศอาหรับ โดยมีอาบู คัสซิม หรือโมฮัมเม็ด อิบเปิน อับดุลลาห์ หรือพระมะหะมัด เป็นศาสดา อาบูคัสซิม เป็นบุตรของอับดุลลาห์ พ่อค้าอาหรับแห่งเผาคูเรช หรือโคเรอิชา เกิด ณ.เมืองเมกกะ เมื่อ พ.ศ.1113 กำพร้าบิดามาตั้งแต่เยาว์วัย อาบูทาลิต ผู้เป็นลุงจึงเลี้ยงดูตลอดมา ในวัยเด็กเป็นผู้ช่วยเลี้ยงแกะ ที่บริเวณใต้ทะเลทราย โดยไม่มีการศึกษาเล่าเรียน ครั้นเมื่อโตขึ้นจึงเปลี่ยนอาชีพมาเป็นคนขับอูฐ นำกองเกวียนบรรทุกสินค้าไปขายยังเมืองต่างๆ ทั้งในอียิปต์เปอร์เซีย และซีเรีย ต่อมาเมื่ออายุได้ 25 ปี ได้แต่งงานกับหญิงหม้ายวัย 40 ปี ผู้มั่งคั่ง ชื่อ คาดิจา อาบูคัสซิมเคยได้ฟังคัมภีร์จากศาสนายิว และคริสต์ จึงเกิดความเชื่อขึ้นว่า ชาวอาหรับควรต้องมีศาสนา ที่สามารถนำชาวอาหรับ ให้พ้นจากการประพฤติ ที่เลวร้ายต่างๆ ได้ ดังนั้น เมื่อเขาอายุได้ 40 ปี จึงเริ่มออกสู่ที่สงบเงียบ ตามภูเขารอบๆ เมืองเมกกะ และนางคาดิจา สนับสนุนให้อาบูคัสซิม ออกสั่งสอนแก่ชาวเมืองทั่วไป เมื่ออาบูคัสซิมอายุได้ 45 ปี เริ่มสั่งสอนแก่ประชาชนทั่วไปว่า " ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากพระอัลลาห์ มนุษย์ที่ทำบาปด้วยการบูชาพระเจ้าไม่ถูกต้อง และประพฤติในสิ่งเลวร้ายต่างๆ จะถูกตัดสินในวันสิ้นโลก และการสวดมนต์ภาวนา จะเป็นทางไปสู่สวรรค์ " คำสอนนี้ เป็นคำสอนที่ปฏิรูปจากความเชื่อเก่า ของชาวอาหรับผสมผสานกับศาสนายิว และศาสนาคริสต์ ผู้เลื่อมใสในคำสอนของอาบูคัสซิม จึงได้ชื่อว่า " มุสลิม " ซึ่งหมายถึงผู้ยอมรับคำสอน และเรียกอาบูคัสซิมว่า " นะบี " ซึ่งหมายถึงตัวแทนของพระอัลลาห์ หรือเรียกว่า”พระมะหะหมัด”ซึ่งหมายถึงผู้ควรบูชา ใน พ.ศ.1165 พระมะหะหมัด และสาวกจำนวนหนึ่งได้ออกจากเมืองเมกกะ เพื่อไปประกาศศาสนา ณ.เมือง ยาธริป ต่อมาเมืองนี้ชื่อว่าเมือง " เมดินะ " ซึ่งหมายถึงเมืองของท่านนะบี และปีนี้ได้ใช้เป็นปีเริ่มต้น แห่งศักราชอิสลามเรียกว่า " ศักราชเรจิรา " ซึ่งหมายถึง การหนีหรือการอพยพ วันนี้พระมะหะหมัด เข้าเมืองเมดินะตรงกับวันศุกร์ จึงถือว่า " วันศุกร์เป็นวันบริสุทธิ์ หรือวันพระของมุสลิม "